ยินดีต้อนรับเข้าสู่เว็บไซค์ของ มูลนิธิสถาบันส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน (สสวช.)
องค์กรแห่งการเรียนรู้ ......๖

ระบบดี   ระเบียบสวย รวยคุณธรรม

สมพงศ์  ตันติวงศ์ไพศาล     เขียน

"ระบบดี   ระเบียบสวย รวยคุณธรรม"  ผมเคยได้ยินคำนี้เมื่อหลายปีก่อน เป็นคำกล่าวของ "น้าเคล้า  แก้วเพชร" ปราชญ์ชาวบ้านอีกท่านหนึ่ง  เมื่อครั้งยังดำรงตำแหน่งประธานกลุ่มออมทรัยพ์เพื่อสวัสดิการ บ้านนาหว้า ต.นาหว้า อ.จะนะ จ.สงขลา....

"ระบบดี  ระเบียบสวย รวยคุณธรรม"  เป็นคำกล่าวที่ผ่านประสบการณ์การปฏิบัติอย่างยาวนาน ...จุดเริ่มต้นขององค์กรแห่งการเรียนรู้ที่น่าสนใจ มาจากประสบการณ์การจัดการบริหารงาน "ร้านค้าชุมชน" เป็นหลัก

เพราะต้องการให้เป็นสวัสดิการของชุมชนที่ควบรวมตั้งแต่การผลิต,การค้า(ตลาด) และการเงินเข้าด้วยกัน น้าเคล้า แก้วเพชร จึงทดลองหลายวิธีมาก เหมือนนักวิทยาศาสตร์ที่ต้องการสร้าง "เศรษฐกิจท้องถิ่นที่พึ่งตนเอง" ที่บ้านนาหว้าไว้ให้ลูกหลานต่อไปในอนาคต

อ่านข้อมูลเพิ่มเติม...
พัฒนาทักษะการพัฒนา.....๕

พัฒนาทักษะการพัฒนา

สมพงศ์์  ตันติวงศ์ไพศาล     เขียน

จริงอยู่ "องค์กรแห่งการเรียนรู้" อาจจะไม่่ต้องพัฒนาทักษะการพัฒนา  เพราะว่าเป็นเรื่องการบริหารจัดการองค์กรเป็นส่วนใหญ่ แต่ถ้าเราไม่เข้าใจว่า คนในฐานะอะไร เราก็จะเข้าใจผิดว่า เราเป็นผู้บริหาร คนอื่น เป็นแค่แรงงาน(คนในฐานะทรัพยากรแรงงานเท่านั้น) ก็จะขาดความเข้าใจความเป็นมนุษย์ที่แท้จริงไป หรือเข้าใจว่า ทรัพยากรในโลกนี้ เกิดขึ้นมาเพื่อรับใช้มนุษย์  เรามีกำลังใช้ได้เท่าไหร่ก็ใช้ไป เปรียบว่า ถ้าหมดก็หาใหม่  หรือเรามีหน้าที่ทำลายถ้าไม่เห็นคุณค่าของทรัพยากร..เพราะมันรก เพราะทรัพยากรเป็นเพียงแค่วัชพืช ที่เราไม่ต้องการ..เป็นต้น

พอเราไม่เข้าใจการพัฒนาที่ยั่งยืน ก็จะไม่เข้าใจถึงคุณค่า  และมูลค่า ไม่เห็นความสำคัญของความหลากหลายทางชีวภาพ ไม่เห็นมูลค่าที่ประมาณมิได้ ของการเปลี่ยนแปลงภาวะอากาศโลก  หรือการผลิตอาหาร ปัจจัยสี่ เพื่อมนุษย์ ยังมีเทคโนโลยี ที่ออกมารับใช้ หรือสร้างมาเพื่อให้มนุษย์ได้สะดวกสบาย แต่ต้องจ่ายแพงกับสิ่งประดิษฐ์เหล่านั้น  เป็นการพัฒนาที่มุ่งเน้นการผลิตเยอะ ๆ  การสร้างผลิตภัณฑ์ออกมามากมาย เกินความจำเป็น...

วันหนึ่งเราก็ประสบปัญหา อากาศเปลี่ยนแปลง ภัยพิบัติต่าง ๆ สินค้าล้นตลาด มีมากเกินความจำเป็น ค่าแรงงานเพิ่มสูงขึ้น น้ำมันราคาแพง และพร้อมจะหมดลง  ทรัพยากรที่ควรมีป่าต้นน้ำ ป่าไม้เปรียบเหมือนปอด เหมือนซุปเปอร์มาร์เก็ตที่ไม่ต้องจ่ายเงินซื้อ แค่เข้าไปเสาะหา ก็มีอาหารทานแล้ว หรือเป็นเครื่องไม้ใช้สอยอื่น ๆ ไม่คำนึงถึงว่า ทรัพยากรส่ิงแวดล้อม ได้สร้างสมดุลให้โลก  เพื่อความพอดีของสรรพสิ่งในโลกใบนี้

อ่านข้อมูลเพิ่มเติม...
แบบจำลองความคิด.....๔

แบบจำลองความคิด

สมพงศ์  ตันติวงศ์ไพศาล    เรียบเรียง

แบบจำลองความคิด (Mental Models)  เหมือนกับกระบวนทัศน์  คือวิธีคิด วิธีปฏิบัติ และวิธีให้คุณค่า ในการมองโลกบนความจริงแบบหนึ่ง

ซึ่ง สถาบันการเรียนรู้เพื่อปวงชน (ม.ชีวิต) เราให้ความสำคัญมาก เนื่องจาก แบบจำลองความคิด ของบุคคลากรในองค์กรแห่งการเรียนรู้ มีความสำคัญมาก

เพราะเราเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ องค์กรที่นำเอาประสบการณ์ความสำเร็จของการพัฒนาทั่วประเทศมา เป็นต้นแบบของการเรียนการสอนในระดับ อุดมศึกษาภาคประชาชน บุคคลากรของสถาบันฯ จึงเป็นแบบอย่างของ คนทำงานพัฒนาที่ดี  ไม่ฆ่าความคิดของลูกศิษย์ ไม่ตัดสินลูกศิษย์ ให้โอกาสได้เรียนรู้ พัฒนาความคิด เรื่องการพึ่งตนเอง ไม่เน้นเงินนำหน้า  ปัญญาตามหลัง  ฯลฯ

อ่านข้อมูลเพิ่มเติม...
พักหนี้ กับแก้หนี้

พักหนี้ กับแก้หนี้

ดร.เสรี  พงศ์พิศ   เขียน

ช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมา เราจะได้ยินโฆษณาในหน้าหนังสือพิมพ์ รายวันหลายฉบับ ด้วยสโลแกนว่า "ลดรายจ่าย  เพิ่มรายได้  ขยายโอกาส อีกครั้ง"... 

โครงการใหม่ของรัฐ เพื่อช่วยเหลือเกษตรกร อาจจะเรียกว่า "พักชำระหนี้" หรือแก้หนี้  แต่นัยยะของโครงการประกาศชัดเจนว่า จะ "ลดรายจ่าย   เพิ่มรายได  ขยายโอกาส อีกครั้ง" มีแนวทางปฏิบัติกัน สองแนว คือ 

แนวทางแรก คือ พักเงินต้น  ได้สิทธิลดดอกเบี้ย /อัตรากำไร ๓ % เป็นเวลา ๓ ปี    และแนวที่สอง ไม่พักเงินต้น  ได้รับสิทธิลดดอกเบี้ย /อัตรากำไร ๓ % เป็นเวลา ๓ ปี ถ้าท่านเป็นเกษตรกรท่านเข้าใจอย่างไร

แตบทความนี้ ดร.เสรี   พงศ์พิศ  อธิการบดีสถาบันการเรียนรู้เพื่อปวงชน (ม.ชีวิต)  ได้ให้ความเห็นเป็นบทความดังนี้

 

อ่านข้อมูลเพิ่มเติม...
การปฏิบัติด้วยความอ่อนโยน

การปฏิบัติด้วยความอ่อนโยน

สมพงศ์  ตันติวงศ์ไพศาล   เขียน

บ้านเราอาจจะไม่คุ้นกับ คำว่า "อหิงสา" ,"สัตยาเคาะห์" เพราะวิธีนี้เป็นหลักปฏิบัติตนของ มหาตม คานธี มหาบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ แห่งอินเดีย ท่านน้อมนำมาปฏิบัติในชีวิตประจำวันของท่านจนกระทั่งถูกลอบทำร้ายในที่สุด

การปฏิบัติตัวเอง และต่อผู้อื่น ด้วยความอ่อนโยน นั้น คือ "อหิงสา" หรือ "สัตยาเคราะห์" ไม่รุนแรง ไม่ก้าวร้าว เป็นวิธีการที่ดี มีประโยชน์ที่หลายท่านนำมาปฏิบัติแล้วเห็นกิริยาที่งดงาม

ในองค์กรแห่งการเรียนรู้ มีความจำเป็นต้องมี "การปฏิบัติต่อกันด้วยความอ่อนโยน" เป็นพื้นฐาน เพื่อประโยชน์สุขของคนในองค์กร และการดำเนินงานที่มีนุ่มนวล งดงาม....

 

อ่านข้อมูลเพิ่มเติม...
มีวิสัยทัศน์ร่วมกัน.......๒

มีวิสัยทัศน์ร่วมกัน

สมพงศ์   ตันติวงศ์ไพศาล    เรียบเรียง

การพัฒนาความคิด การพัฒนาชนบท การพัฒนาเมือง การพัฒนาประเทศ ล้วนแต่ต้องมีจุดมุ่งหมายเดียวกัน คือ การพัมนาที่ยั่งยืน  ทำอย่างไรเป็นคำถามแรก ที่ถูกถาม  แต่อย่างน้อยที่ผ่านมาเรา คิดอย่างเป็นระบบ (Systems Thinking)  แล้ว มีสุนทรียสนทนา ...เพื่อความสามัคคี สร้างชาติ  ถึงตอนนี้ก็ต้อง มีวิสัยทัศน์ร่วมกัน

ตัวอย่างเช่น  สถาบันการเรียนรู้เพื่อปวงชน (ม.ชีวิต) มีวิสัยทัศน์ (Vision) คือ "เป็น สถาบันอุดมศึกษาทางเลือกเพื่อชุมชน   ที่จัดกระบวนการเรียนรู้ เพื่อให้ชุมชนเรียนรู้  ชุมชนเข้มแข็ง  และให้ผู้เรียนสามารถอยู่อย่างตัมีศักดิ์ศรี และมีกินในท้องถิ่นของตนเองได้ "

อ่านข้อมูลเพิ่มเติม...
การคิดเชิงระบบ....๑

การคิดเชิงระบบ (Systems thinking)

สมพงศ์  ตันติวงศ์ไพศาล   เขียน

ช่วงตามข่าวหนังสือพิมพ์ ก็ให้แปลกใจนิดหนึ่ง ตรงที่ มักมีข่าว กระทบกระทั่งกัน จากอีกฝ่ายไปยังอีกฝ่ายของรัฐบาล เหมือนนักวิจารณ์หลายคน เข้าทำนอง" ทำเรื่องใหญ่ไม่เป็น  ไม่เน้นภาพรวม" ทำให้นึกถึง แนวการพัฒนาภาคเมือง และชนบท กันจริง ๆ จัง ๆ ขึ้นมา ...

การคิดเชิงระบบ (System Thinking) เป็นทฤษฏีวิชาการ  หลายท่านนำมาใช้ในงานวิจัย และงานพัฒนา นับว่าได้ผลดียิ่ง วันนี้ขอนำท่านเข้าสู่การเรียนรู้เรื่อง  "การคิดเชิงระบบ" ว่ามีประโยชน์อย่างไรต่อการมอง การพัฒนา และการวิพากย์ วิจารณ์อะไรสักอย่างได้เป็นอย่างดี

อ่านข้อมูลเพิ่มเติม...
สุนทรียสนทนา ..อีกครั้ง

สุนทรียสนทนากับความปรองดอง....

รศ.ดร.เสรี   พงศ์พิศ    เขียน

บอกเล่าถึง "สุนทรียสนทนา"  บอกที่มา ของแนวคิด บอกความเชื่อมโยงกัน ของผู้คิด "สุนทรียสนทนา" จะนำมาใช้ได้ผลหรือไม่ ในการปรองดอง สำหรับวาระแห่งชาติคราวนี้ 

อ่านข้อมูลเพิ่มเติม...
ซาโตริ เอนไลท์เทนเมนต์

ซาโตริ เอนไลท์ทะเมนต์

สมพงศ์   ตันติวงศ์ไพศาล   เขียน

"แยกกันเดิน ร่วมกันตี"  เป็นคำที่ใช้เรียกยุทธวิธี ในสภาเมื่อช่วงสามวันก่อน จนหลายฝ่ายร่วมกันทำ เหมือนกลยุทธ์ที่ว่า  และมีการอุทานว่า ซาโตริ เอนไลท์ทะเมนต์ (Satori Enlightenment)

จนต้องอภิปรายกันอย่างยาวนาน เกือบจะเป็นบันทึกในประวัติศาสตร์ของการมี สภาผู้แทนราษฏร ตั้งแต่ปี ๒๔๗๕ ว่า คราวนี้ อภิปรายกันยาวนานมาก ถึง ๗ วัน  โดยมี เป้าหมาย คือ สกัดขัดขวางกระบวนการบริหารจัดการต่อรัฐธรรมนูญ พ.ศ.๒๕๕๐  ..

วันนี้ "ซาโตริ เอนไลท์ทะเมนต์ "  เป็นมาอย่างไร เรามาร่วมกันเรียนรู้ดีกว่า เพื่อประดับสติปัญญาของผู้สนใจในบทความนี้ เพื่อประโยชน์ไม่มากก็น้อย

อ่านข้อมูลเพิ่มเติม...
สุนทรียเจรจา,สุนทรียเสวนา

สุนทรียเจรจา,สุนทรียเสวนา และสุนทรียสนทนา..

สมพงศ์  ตันติวงศ์ไพศาล   เขียน

เคยได้ยินมาว่าเทศบาลนครขอนแก่น เคยใช้วิธีการประชุมแบบ" สมานฉันท์"  ในการประชุมประชาคมเมือง มีวิธีการเพียงอาศัยการพึ่งพาวุฒิภาวะของผู้นำ  เสนอประเด็นต่าง ๆ ต่อที่ประชุม โดยมีกติกาง่าย ๆ คือ ทุกคนสามารถนำเสนอสิ่งที่ตนเองคิดได้  เพียงแต่ อย่าไปติตำหนิความคิดของคนอื่น...

หรือถ้าเป็นการสร้างเมืองก็บอกวิธีการที่ตนเองคิดว่าจะสร้่าง..... โดยไม่ต้องไปตำหนิวิธีการสร้างเมืองที่คนอื่นเขานำเสนอ...ผลจากการกำหนดกติกาเช่นนี้  ทำให้ที่ประชุมไม่มีประเด็นขัดแย้งกัน เป็นวิธีการที่ดี..จะเรียกว่า "สุนทรียเสวนา" ได้หรือไม่..

คำว่า "สุนทรียเจรจา"  หรือ "สุนทรียเสวนา"  และ "สุนทรียสนทนา" จาก นพ.เหวง โตจิราการ ที่เสนอให้เปิดเวทีแก้ไขข้อขัดแย้ง แบบวิธีนี้...วันนี้เราได้มีโอกาสเรียนรู้ร่วมกัน

อ่านข้อมูลเพิ่มเติม...
โครงการเมธาจารย์์ ม.ชีวิต

โครงการเมธาจารย์ ม.ชีวิต

รศ.ดร.เสรี  พงศ์พิศ  เขียน

สถาบันการเรียนรู้เพื่อปวงชนจัดการศึกษาที่เชื่อมโยงกับชีวิตและชุมชน กระบวนการเรียนรู้จึงไม่ได้จำกัดอยู่แต่ในห้องเรียน แต่ออกไปสัมพันธ์กับชีวิตจริง ปัญหาจริง ไปเรียนรู้กับผู้รู้ ปราชญ์ในท้องถิ่น ซึ่งหลายคนแม้อาจจะไม่ได้เรียนถึงระดับอุดมศึกษา แต่ก็มีความรู้จากประสบการณ์ที่มีคุณค่าสูงจนเป็นที่ยอมรับจากสังคมทั่วไป 

 การจัดกระบวนการเรียนรู้ในปัจจุบัน ยังไม่มีการแต่งตั้งหรือมอบตำแหน่งเป็นทางการให้กับบุคคลหรือปราชญ์เหล่านี้ ดังนั้น เพื่อให้เป็นเกียรติและเพื่อการสร้างมาตรฐานเทียบเทียง (benchmark) ให้กับสถาบันอุดมศึกษาเพื่อชุมชน สถาบันการเรียนรู้เพื่อปวงชนจึงควรกำหนดให้มี“ตำแหน่ง” ทางการและแต่งตั้งบุคคลในตำแหน่งดังกล่าว โดยให้ชื่อว่า“เมธาจารย์มหาวิทยาลัยชีวิต” หรือ “เมธาจารย์ม.ชีวิต”

เพราะการศึกษาของสถาบันการเรียนเพื่อปวงชน นำเอาประสบการณ์ความสำเร็จของชุมชน ของผู้นำเด่น ๆ ที่ท่านเหล่าสร้าง ท่านคิด และจัดการชุมชนของท่านได้ประสบความสำเร็จ  สถาบันการเรียนรู้เพื่อปวงชน จึงคิดว่า ควรจะประกาศเกียรติคุณของท่านเหล่านั้น เป็น "เมธาจารย์ ม.ชีวิต" สืบต่อไป

 

อ่านข้อมูลเพิ่มเติม...
การศึกษาพาไป มหาวิทยาลัยชีวิตพาทำ....๒

การศึกษาพาไป  มหาวิทยาลัยชีวิตพาทำ.....๒

สมพงศ์  ตันติวงศ์ไพศาล    เขียน

การศึกษาที่เอาชีวิตเป็นตัวตั้ง มีหลักคิดที่ว่า เอาชีวิตและประสบการณ์ของนักศึกษา และชุมชนเป็นตัวตั้ง เป็นการศึกษาชีวิต เป็นแหล่งศึกษาเรียนรู้ ที่ยิ่งใหญ่มาก  เหมือนกับที่นักปราชญ์อย่างขงจือ เคยกล่าวไว้ว่า "การมีชีวิตอยู่ได้นานเท่าใดไม่สำคัญ  แต่สิ่งสำคัญ คือมีชีวิตอยู่อย่างไร" หรือ นักปรัชญาชาวตะวันตกท่านหนึ่ง กล่าวว่า หน้าที่ของมนุษย์คือการช่วยเหลือคนที่อ่อนแอกว่าเรา ไม่ใช่การเอาเปรียบคนที่อ่อนแอกว่า.."

เพราะฉะนั้น การศึกษาที่เอาชีวิตเป็นตัวตั้ง จึงมีวัตถุประสงค์ คือ การให้การศึกษาที่จะนำไปสู่การเอาตัวรอดได้ภายใต้กระแสโลก ทั้งระบบเศรษฐกิจที่เป็น ระบบสังคมไร้พรมแดน และการเมืองที่เป็นประชาธิปไตย ด้วยฐานการศึกษาและวัฒนธรรมของพื้นถิ่น

โครงงานคือสิ่งต้องมีในการเรียนแบบนี้ "โครงงานสามปี" เป็นเป้าหมายสูงสุด ...อธิการบดีท่านเคยกล่าวไว้ว่า ถ้า ชาวนาหรือเกษตรกรท่าน สามารถแก้ปัญหาหนี้สิน  ความยากจนของตนเองได้ ในชั่วระยะเวลา ๓ ปี ๕ ปี ทางสถาบันการเรียนรู้เพื่อปวงชน ..จะให้ปริญญาตรี ปริญญาโท โดยไม่ต้องเรียน...

แต่เพราะการศึกษาบ้านเราเป็นเพียงใบเบิกทางไปสู่การทำงาน หรือสมัครงานตามสาขาที่กำหนดไว้ จึงไม่ตั้งกรอบเกณฑ์ และตัวชี้วัดการศึกษาที่เอาชีวิตเป็นตัวตั้ง  การศึกษาทางเลือกใหม่นี้คงต้องต่อสู้กันอีกหลายยกเพื่อให้ได้การศึกษาทางเลือกที่เป็นแนวทางเอาประสบการณ์ เอาชีวิตเป็นตัวตั้ง เป็นตัวชี้วัดในที่สุด

อ่านข้อมูลเพิ่มเติม...
อุดมการณ์การอุดมศึกษาไทย

อุดมการณ์การอุดมศึกษาไทย

สมพงศ์  ตันติวงศ์ไพศาล   เขียน

ที่ผ่านมา การศึกษาระดับอุดมศึกษาไร้รากเหง้ามาตลอด..ทั้งที่ตัวอาจารย์เองก็เชี่ยวชาญทั้งศาสตร์สาขาต่าง ๆมากมาย  แต่ทำไมประเทศเราก็ยังไปไม่ถึงไหน...

ถึงเวลาหรือยังที่ต้องทบทวนว่า "มีชีวิตอยู่เพื่ออะไร" ปรัชญาการศึกษาที่เขียนไว้อย่างเลิศเลอ แต่ทำไม่ได้ ก็เหมือนคนที่บ่นไป ว่าไป ว่าบ้านนี้สกปรกจริงหนอ....แต่ไม่หยิบไม้กวาด เพราะว่าเป็นหน้าที่ของคนรับใช้ หรือแม่บ้าน ไม่หยิบไม้ถูพื้น เพราะเป็นหน้าที่คนถูบ้าน ....เรามีหน้าที่พูด ๆ แล้ว พูด ๆ  บางช่วงก็คิดบ้าง เพื่อให้พูดได้ดี  พูดแล้วมีหลักการ  พูดแล้วมีหลักวิชาการ ...แต่บ้านเมืองจะสะอาดหรือไม่...เราไม่รับรู้ พอเห็นว่าไม่สะอาดเราก็พูดอีก

นานไปก็พูดด้วย ไปทำวิจัยไปด้วย แต่วิจัยก็ไม่ได้ใช้งาน บ้านก็มีฝุ่นจับ สกปรกเหมือนเดิม

วันนี้อุดมการณ์ ของอุดมศึกษา ควรมีได้แล้ว ควรปฏิบัติได้แล้ว จะมัวเป็น "หอคอยงาช้าง" อยู่อีกได้อย่างไร...การศึกษาที่ประชาชนส่วนใหญ่เข้าไม่ถึงเสียที คือการศึกษาเพื่อการพัฒนาตนเอง...วันนี้เรามีวิศวะที่เก่งกว่าหลายประเทศ แต่ผลิตรถยนต์ใช้เองไม่ได้แม้แต่คนเดียว...เขมรล้าหลังกว่าเรา แต่มีรถยนต์ของตัวเอง ยี่ห้อ"อังกอร์" มาเลย์แม้นจะไม่ได้คิดเรื่องรถยนต์เอง  ก็มีลิขสิทธิ์รถตนเอง "โปตรอน"  ขนาดในอาเซียนเท่านั้นไทยเราก็ทำได้แค่นี้

เหมือนที่หลายคนคิดเอาง่าย ๆ ว่า หาเงินเยอะ ๆ แล้วซื้อทุกอย่างที่ขวางหน้า...การอุดมศึกษาเน้นเพียงแค่นี้เองเหรอ

อ่านข้อมูลเพิ่มเติม...
ถวายพระราชสมัญญา "พระบิดาแห่งการอุดมศึกษาไทย"

พระบิดาแห่งการอุดมศึกษาไทย

สมพงศ์  ตันติวงศ์ไพศาล    เขียน

๒๘ ธันวาคม ๒๕๕๔  การประชุมกระทรวงศึกษา  ครั้งที่ ๕/๒๕๕๔  ได้เห็นชอบตามข้อเสนอของสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.)  ในการดำเนินการขอพระราชทานถวายพระราชสมัญญา "พระบิดาแห่งการอุดมศึกษาไทย " แด่สมเด็จพระมหิตลาธเบศร  อดุลยเดชวิกรม  พระบรมราชชนก  โดยนายวรวัจน์  เอื้ออภิญญากุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

"พระองค์ทรงเปี่ยมล้นด้วยจิตวิญญาณความเป็นครู ทรงแสดงให้เห็นถึงหลักการเรียนรู้ตลอดชีวิต  ทรงพระดำริว่า การศึกษาเป็นงานที่มีคนเป็นหัวใจ  ต้องเน้นคุณค่าของความเป็นคน  ยึดคนเป็นหลัก  เน้นการสร้างประสบการณ์  การปฏิบัติต่อผู้อื่นด้วยกัลยาณมิตร  ทรงอบรมสั่งสอนให้รู้จักคุณค่าของเวลา  โดยทรงมีความลึกซึ้งในเรื่องปรัชญาและวิธีจัดการศึกษา และทรงมีความลึกซึ้งในงานวิจัย  และการนำผลการวิจัยไปสู่การบริหารจัดการศึกษา" รมต.ศธ.กล่าว

(นำมาจากบทความ"เรื่องเล่าอุดมศึกษาไทย" ,หนังสืออนุสาร อุดมศึกษา ปีที่ ๓๘ ฉบับที่ ๔๐๓ ประจำเดือน มกราคม ๒๕๕๕)

หลักคิดคือ หนึ่งยึดคนเรียน ,คุณค่าของคนเรียน สองยึดการสร้างประสบการณ์ สามเรื่องปฏิบัติต่อผู้อื่นด้วยกัลยาณมิตร และเรื่องเวลา...เน้นปรัชญา และวิธีการจัดการศึกษาตามถิ่นเป็นหลัก และการวิจัย นำผลการวิจัยไปสู่การจัดการศึกษาต่อไป..

อ่านข้อมูลเพิ่มเติม...
การศึกษาพาไป มหาวิทยาลัยชีวิตพาทำ.....๑

การศึกษาพาไป มหาวิทยาลัยชีวิตพาทำ.......๑

สมพงศ์   ตันติวงศ์ไพศาล   เขียน

องค์ประกอบของ สถาบันการเรียนรู้เพื่อปวงชน (ม.ชีวิต) พาทำ นำด้วยการปฏิบัติ มีองค์ประกอบ คือ อาจารย์ผู้สอน(วิทยากรกระบวนการ,พี่เลี้ยง,โค้ช),หลักสูตรการเรียนการสอน และตัวผู้เรียนเอง 

สำหรับวันนี้ จะกล่าวถึง "อาจารย์ผู้สอน(วิทยากรกระบวนการ,พี่เลี้ยง,โค้ช) " เป็นอันดับแรก ม.ชีวิตจะประสบความสำเร็จหรือไม่ ก็อยู่ที่ตัวอาจารย์ผู้สอน ทั้งอาจารย์ประจำหลักสูตร,อาจารย์ประจำศูนย์,อาจารย์พิเศษ ต้องเรียนรู้ต่อไปนี้ ...เป็นเรื่องที่ต้องบูรณาการกับส่วนอื่น ๆ

๑.บูรณาการการเรียนรู้กับชีวิต นศ.(ครู-โค้ช-เพื่อน-ญาติ)

๒.บูรณาการกับวิชาอื่น ๆ (ประชุมเนื่องนิจกับอาจารย์อื่น ๆ)

๓.บูรณาการกับวิถีชุมชน(ปราชญ์,ผู้รู้,Best Practice)

๔.บูรณาการการศึกษากับการพัฒนา (โครงการ,วิจัย)

๕.บูรณาการกับชีวิตตนเอง (ความสัตย์ซื่อ,ความน่าเชื่อถือ)

สำหรับการบูรณาการ เป็นเพียง ส่วนหนึ่ง นอกจากนั้น ยังมีความประพฤติอีก อาจารย์ ม.ชีวิต ส่วนใหญ่ มุ่งมั่นในการปฏิบัติหน้าที่อยู่แล้ว แต่แนวทางของ การศึกษาเพื่อชีวิตนั้น อาจารย์ ม.ชีวิต ควรจะทำ อย่างเช่น การเป็นพี่เลี้ยงนักมวย เราคงไม่เข้าไปทำร้ายนักมวยที่ไม่ทำตามที่พี่เลี้ยงสั่ง เพราะนักมวยไม่ต่อยตามที่ตัวเองต้องการ หรือการส่งเสียงดังให้นักมวยทำอย่างนั้นอย่างนี้ แทนที่จะบอกว่า สู้ สู้ หรือให้กำลังใจ ขณะที่นักมวยต่อยอยู่ และการปลุกใจให้มีขวัญกำลังใจ เราต้องเข้าใจสถานการณ์ทั้งหมดให้ได้

อาจารย์ ม.ชีวิต จึงต้องทำอย่างน้อย สามเรื่องขึ้นไป  ทำได้ทั้งหมดก็จะดีมาก...แต่จะทำได้หรือเปล่าหนอ

อ่านข้อมูลเพิ่มเติม...
มหาวิทยาลัยเพื่อชีวิต

มหาวิทยาลัยเพื่อชีวิต (การศึกษาเพื่อชีวิต)

สมพงศ์  ตันติวงศ์ไพศาล  เขียน

รศ.ดร.เสรี  พงศ์พิศ อธิการบดี สถาบันการเรียนรู้เพื่อปวงชน กล่าวว่า "ทุกวันนี้สังคมไทย มีแต่หลักสูตรเด็ก และจับผู้ใหญ่ไปเรียน  ทำให้ผู้ใหญ่ไปเรียนลำบากมาก  เพราะไม่มีหลักสูตรที่ทำให้เขาได้เรียนแบบผู้ใหญ่ จริง ๆ ฉะนั้น ถ้าไม่ถึงที่สุด จริง ๆ ผู้ใหญ่ก็จะไม่ไปเรียน  ที่นี้พอเราเสนอแบบนี้เขาก็รู้สึกดี  รู้สึกว่าการเรียนไม่ได้ยาก  เพราะที่เรียนก็เป็นปัญหาของชุมชนของเขาเอง" 

การเรียนแบบนี้ เป็นการเรียนแบบเอาชีวิตของผู้เรียนเป็นตัวตั้ง  อาจารย์เป็นเพียง วิทยากรกระบวนการ, เป็นพี่เลี้ยงให้กระบวนการเร็ว ,เดินไปตามครรลอง และเป็นผู้เชื่อมประสานให้เกิดเครือข่าย ถ้าอาจารย์ทำได้ก็จะเป็นการศึกษาสำหรับผู้ใหญ่ที่สมบูรณ์...

นอกเหนือจากอาจารย์ ,ผู้เรียนนั้นแล้ว การศึกษาต้องตอบสนองชุมชน ไม่ใช่ตอบสนองอุตสาหกรรม หรือนายทุน นั่นหมายถึงว่า "หลักสูตร"เองก็ต้อง นำไปสู่การพัฒนาท้องถิ่น ,พัฒนาตำบล,หมู่บ้าน " แล้วรูปแบบก็ไม่ใช่การเรียนแบบต้องนั่งฟังกันเช้าถึงเย็น ...ต้องมีรูปแบบการศึกษาที่เอาของจริงในชุมชนมาคุยกัน...เอาปราชญ์ชาวบ้านมาแลกเปลี่ยน...เพื่อได้คิดติดตาม และนำไปสู่การพัฒนาหมู่บ้าน,ชุมชน,ตำบล อย่างแท้จริง การศึกษาแบบนี้จึงเป็นการศึกษาเพื่อชีวิต โดยแท้จริง

 

อ่านข้อมูลเพิ่มเติม...
การศึกษาแบบไหนควรจะเป็นการศึกษาเพื่อชีวิต

การศึกษาแบบไหนควรเป็นการศึกษาเพื่อชีวิต

สมพงศ์  ตันติวงศ์ไพศาล     เขียน

การศึกษาที่เป็นอยู่ เรามักจะยึดหลัก "ไตรสิกขา" กัน  คือ ปริยัติ ,ปฏิบัติ และปฏิเวธ  คือ ศึกษาหาความรู้,หาอ่านหนังสือ ,อ่านความรู้ต่าง ๆ ให้มากแล้วจึงนำไปปฏิบัติ....เมื่อจบการศึกษาไปนั้น..คือปฏิบัติ แล้วค่อยเชี่ยวชาญในงาน ในกิจการทั้งหลาย เป็นการเข้าใจในสาขานั้น ๆ อย่างแจ่มแจ้ง...

ขณะนี้มีการศึกษาแนวใหม่ เรื่องเป็นพุทธิพิสัย ก็เป็นได้ เนื่องจาก "พุทธิ" หรือ "พุทธ" คือการมีความรู้ เอาความรู้เป็นตัวตั้ง เป็นการศึกษาที่เอาความรู้เป็นตัวตั้ง  แต่กลับกันที่ เอา "การปฏิบัติ" เป็น จุดเริ่มต้น ความรู้ หรือปริยัติ (การเล่าเรียนศึกษา) นั้น ตามมาที่หลัง จึงกลายเป็นการศึกษาอีกแบบหนึ่ง .เป็นการกลับ จากการปฏิบัติ สู่ปริยัติ แล้วไป ปฏิเวธ แทนแบบเดิมที่ต้องปริยัติก่อน แล้วปฏิบัติ จึงจะปฏิเวธ แม้ยังไม่กว้างขวางเท่าใดนัก ในวงการศึกษา แต่เกิดแล้วในงานวิจัย

การศึกษาแนวนี้เอาชีวิตเป็นตัวตั้ง เหมือนเริ่มต้นที่ "ปฏิบัติ" แล้วค่อยมาเติม "ปริยัติ" แต่ควรเติมสิ่งที่ขาด มากกว่าเติมเรื่องร้อยแปดพันเก้าที่ใช้ในชีวิตน้อย...มหาวิทยาลัยชีวิต ....คือการศึกษาที่จะนำไปสู่เป้าหมาย คือ บัณฑิตชาวนา ปัญญาชนชาวบ้าน" ....ชาวนาที่ต้องร่ำเรียน ในสิ่งที่ไม่ต้องการ จะเป็นบัณฑิตจริงหรือ....อาจจะไม่ใช่การเข้าใจเรื่องเกษตรกรรมยั่งยืน อย่างเดียว แต่ต้องเข้าใจในธรรมชาติ ,ธรรมะที่มีอยู่แล้วแต่หลายคนไม่เคยใส่ใจ...

อ่านข้อมูลเพิ่มเติม...
ทำนา ๑ ไร่ ได้เงิน ๑ แสนบาท......๕

ทำนา ๑ ไร่ ได้เงิน ๑ แสนบาท.......๕

สมพงศ์   ตันติวงศ์ไพศาล   เขียน

รายงานของสถานการณ์และแนวโน้มราคาสินค้าเกษตรที่สำคัญ ๑ ของศูนย์วิจัย ธ.ก.ส. หน้า๑๘ นสพ.มติชน รายวัน ฉบับวันที่ ๑๙ มีนาคม ๒๕๕๕ หน้าการเงิน .เศรษฐกิจต่างประเทศ...คือ

ข้าว : ราคาเฉลี่ยของข้าวที่เกษตรกรขายได้ในเดือน ก.พ.๒๕๕๕ ลดลง...จากเดือนก่อนเป็นผลมาจาการปริมาณความต้องการข้าวในประเทศลดลง...เนื่องจากใกล้สิ้นสุดโครงการจำนำข้าว ทำให้ปริมาณเข้าร่วมโครงการลดลง และผู้ประกอบการโรงสีข้าวชะลอการรับซื้อผลผลิต ประกอบกับผู้ส่งออกยังคงมีสต๊อกข้าวในปริมาณมาก  สถานการณ์การส่งออกของไทยลดลง  โดยตั้งแต่วันที่ ๑ ม.ค. - ๒๓ ก.พ.๒๕๕๕  ไทยส่งออกข้าว โดยรวม ๘๕๒,๖๒๙ ตันข้าวสาร ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนร้อยละ ๕๐.๔ แล้วทำไมไม่ขาย..(ส่งออก)

ณ.วันที่ ๒๑ ก.พ. มีเกษตรกรนำข้าวไปจำนำที่ ธ.ก.ส. จำนวน ๖.๕ ล้านตัน เป็นเงิน ๑๐๙,๑๔๓ ล้านบาท ศูนย์วิจัย ธ.ก.ส. คาดการณ์ว่า ราคาข้าวที่เกษตรกรขายได้ในเดือน มีนาคม ๒๕๕๕ มีแนวโน้มสูงขึ้น  เนื่องจากความต้องการของตลาดต่างประเทศมีแนวโน้มสูงขึ้น สะท้อนจาก ปริมาณการส่งออกและราคาที่เพิ่มสูงขึ้น

ด้านหนึ่งส่งออกน้อย...อีกด้านบอกว่าตลาดโลกต้องการ และมีแนวโน้มจะส่งออกมาก ในขณะที่ ข้าวที่รับจำนำไว้ ๖.๕ ล้านตัน ไม่ส่งออก ...เรากำลังทำอะไรกันครับ

อ่านข้อมูลเพิ่มเติม...
ทำนา ๑ ไร่ ทำเงินได้ ๑ แสนบาท...๔

ทำนา ๑ ไร่ ได้เงิน ๑ แสนบาท .......๔

สมพงศ์  ตันติวงศ์ไพศาล    เขียน

ปีนี้ ไทยเราส่งออกข้าวไปแล้ว ๔.๕ ล้านตัน น้อยกว่าปีที่แล้วซึ่งออกถึง ๑๐.๕ ล้านตัน (ไทยเป็นผู้ส่งออกข้าวอันดับหนึ่ง) ขณะที่อินเดียประกาศส่งออกข้าว ไปแล้ว ๔ ล้านตัน และมีแนวโน้มจะส่งออกได้อีก ตามด้วย เวียดนาม ซึ่งคาดว่าจะส่งออกประมาณ ๗.๖ ล้านตัน....

ปัจจัยที่ทำให้ข้าวไทยเราส่งออกได้น้อย มาจากมหาอุทกภัยใน ปีที่ผ่านมา และนโยบายการรับจำนำข้าว ในราคาสูงมาก ไทยเราต้องการขายข้าวในโลก ที่ตันละ ๕๐๐ ดอลล่าร์ขึ้นไป จึงตั้งราคาประกันไว้ที่ ๗๐๐ ดอลล่าร์ ต่อตัน แต่ราคาข้าวของอินเดีย และเวียดนาม ปัจจุบันขายที่ ๓๒๕ ดอลล่าร์ต่อตันเท่านั้น

ถ้าท่านเป็นผู้บริโภคข้าวหอมมะลิ มาตลอด ท่านจะเลือกบริโภคข้าวจากไทย หรืออินเดีย หรือเวียดนาม ซึ่งรสชาดไม่แตกต่างกัน.

อ่านข้อมูลเพิ่มเติม...
๑ ไร่ ทำเงินได้ ๑ แสนบาท..๓

ทำนา ๑ ไร่ ได้เงิน ๑ แสนบาท ........๓

สมพงศ์  ตันติวงศ์ไพศาล  เขียน

โครงการ ทำนา ๑ ไร่ ได้เงิน ๑ แสนบาท เดิม เคยคิดเป็นทฤษฏีในการจัดการผลิต ของเกษตรกรภาคอีสาน ในช่วงต้นปี ๒๕๕๓ โดยคุณอดิศร พวงชมภู เป็นผู้ดำริ เริ่มต้น จากการทดลองในแปลงของบริษัท ที่ อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม เป็นเบื้องต้น ร่วมกับ บสก. (บริษัทบริหารสินทรัพย์กลาง) ต่อมาได้จับมือร่วมกับ หอการค้าแห่งประเทศไทย และสภาหอการค้าไทย จึงขยายผลไปหลายแห่ง ทั่วประเทศ

ภาคทฤษฏี เริ่มต้นก็เป็นภาพด้วยรวมของ แปลงนา บนเนื้อที่ ๑ ไร่ มีแผนผังในการจัด กสิกรรม, ปศุสัตว์ และประมง อย่างชัดเจน เรียบง่าย และเกิดรายได้จริง..

 

อ่านข้อมูลเพิ่มเติม...
<< เริ่ม < ก่อนหน้า 1 2 3 ต่อไป > สุดท้าย >>

ผลิตภัณฑ์วิสาหกิจชุมชน

somponga1 010.jpg

สถิติของผู้ชม

จำนวนสมาชิก: 99
ข่าว: 121
เว็บลิงก์: 2
ผู้เยี่ยมชม: 245884

Who's Online

ขณะนี้มี 4 บุคคลทั่วไปออนไลน์

โพลล์ มูลนิธิสถาบันส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน (สสวช.)

ท่านเข้าใจว่า "วิสาหกิจชุมชน" เป็นอย่างไร?
  
ถ้าท่านเป็นนักศึกษา ม.ชีวิต ท่านเรียน ม.ชีวิต แล้วชีวิตเปลี่ยนแปลงหรือไม่